เส้นทางลูกหนังด้วยใจรัก! “เจ้าดวง” นฤพล อารมณ์สวะ กองกลางเชิงสูง แห่งทัพ “สวาทแคท”

นฤพล อารมณ์สวะ มีชื่อเล่นว่า “ดวง” เกิดเมื่อวันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2531 ที่ จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นบุตรคนที่ 2 มีพี่สาว 1 คน อายุห่างกัน 8 ปี พ่อและแม่เป็นอาจารย์สองอยู่ที่ จังหวัดกาฬสินธุ์ หลังจากจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ไปศึกษาต่อที่ โรงเรียนกีฬาขอนแก่น เรียนได้ 2 ปี แล้วจึงเลิกเรียนและมาเล่นฟุตบอลอาชีพใน กรุงเทพ นักฟุตบอลที่ชื่นชอบ “แบน” ธชตวัน ศรีปาน (ชื่อเดิม ตะวัน ศรีปาน) อดีตนักฟุตบอลตำแน่งกองกลางทีมชาติไทยหากจะเอ่ยถึงชื่อนักฟุตบอลพรสวรรค์สูงส่ง แต่ไปไม่สุดบนเส้นทางลูกหนังสักที น่าจะมีชื่อ “ดวง” นฤพล อารมณ์สวะ กองกลางเชิงสูง วัย 32 ปี จากทัพ “สวาทแคท” นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ส่งเข้าประกวดด้วยอย่างแน่นอน

โดยชีวิตในวัยเด็กของ “เดอะ ดวง”คล้ายคลึงกับวัยรุ่นผู้ชายทั่วไป คือ ขายวิญญาณให้กับเกมลูกหนัง ไล่หวดฟุตบอลตั้งแต่เช้ายันเย็นเป็นประจำทุกวัน แต่การเป็นลูกชายในครอบครัวข้าราชการ ทำให้ทางบ้านไม่ค่อยให้การสนับสนุนเรื่องกีฬามากนัก เพราะต้องการให้เดินสายวิชาการ ร่ำเรียน เพื่อมีอนาคตที่มั่นคงในภายภาคหน้า“ผมเล่นฟุตบอลตั้งแต่เด็ก เล่นทุกวันเหมือนกับวัยรุ่นต่างจังหวัดทั่วไป ตำแหน่งที่เล่นตั้งแต่แรกก็ กองกลาง และปีกขวา”

“ผมมีคุณพ่อเป็นไอดอล เพราะคุณพ่อเป็นนักฟุตบอลด้วย แม้ไม่ได้เป็นนักเตะระดับทีมชาติ ทำให้ผมรักกีฬาชนิดนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น” “แต่แม่ผมไม่ค่อยอยากให้เล่นฟุตบอล เพราะต้องการให้เรียนมากกว่า คงเป็นเพราะครอบครัวผมเขาเป็นข้าราชการครูด้วย”​

แข้งหนุ่ม วัย 32 ปี จาก จ.กาฬสินธุ์ กล่าวถึงชีวิตวัยเด็กจากนั้นชีวิตก็มาถึงทางแยกใน วัย 13 ปี หลังจบการศึกษาในระดับประถมตอนปลาย “ดวง” ตัดสินใจสวนกระแสทางบ้านด้วยการมุ่งสู่เส้นทางฟุตบอลแบบจริงจัง เมื่อเข้าไปเรียนในระดับมัธยมต้นที่โรงเรียนกีฬาขอนแก่น ด้วยฝีเท้าอันเอกอุ ทำให้เขาตัดสินใจเข้าไปสมัครโครงการ Pepsi world challenge ก่อนที่จะได้รางวัลชนะเลิศในโซนภาคอีสาน ทว่าในรอบสุดท้ายที่ กรุงเทพมหานคร เขาตกรอบแบบไม่เป็นท่าแต่ว่าฝีเท้าของเขาไปเตะตา “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล ที่ทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการอย่างจัง และ “โค้ชเฮง” คนนี้ ได้แนะนำให้ “ดวง” เข้าไปล่าฝันในเมืองหลวง กับโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี

“ตอนนั้นผมไปสมัครแข่งขันในโครงการ Pepsi world challenge รอบคัดเลือกภาคอีสาน และเป็นผู้ชนะเลิศ แต่ว่ารอบสุดท้ายในกรุงเทพฯ​ ผมตกรอบแรกเลย” “ผมจำได้เลยตอนที่ชนะเลิศในรอบคัดเลือกภาคอีสาน โค้ชเฮง แกเดินมาบอกผมเองว่า ถ้าอยากเก่งและดังกว่านี้ให้ผมไปคัดตัวเข้าโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ซึ่งผมไม่รู้นะว่าแกยังจำผมได้ไหม (หัวเราะ)”

“ผมไปบอกคุณพ่อ และคุณพ่อตัดสินใจพาเข้ากรุงเทพฯ​ เพื่อไปคัดตัวกับโรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ทันที “แต่ตอนนั้น โรงเรียนกีฬา จ.ขอนแก่น ติดแข่งขันฟุตบอลไมโล คัพ ด้วย ทางโรงเรียนก็ไม่อยากให้ผมไป แต่ผมคิดว่าถ้าอยู่แบบนี้เราคงเป็นได้แค่นักฟุตบอลระดับจังหวัดแน่ๆ เลยตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้าเดินหน้าไปคัดตัวที่ อัสสัมชัญธนบุรี พอมาคัดสุดท้ายก็ติดทีมอัสสัมชัญธนบุรี และย้ายเข้ามาเรียนกรุงเทพฯ​ ตั้งแต่อายุ 14 ปี” ตลอด 4 ปีกับทีม “เจ้าสัวน้อย”เขาได้มีโอกาสเล่นกับเพื่อนๆ อย่าง ธีรศิลป์ แดงดา , ประกิต ดีพร้อม , วิสูตร บุญเป็ง และ ศักรินทร์ จันทร์โยธา และพาทีมกวาดแชมป์ฟุตบอลขาสั้นที่ขวางหน้า ด้วยฟอร์มการเล่นระดับเทพแบบนี้ทำให้ถูกคัดเลือกเข้าโครงการ ช้างไทย ไป เอฟเวอร์ตัน ปี 2 ร่วมกับ รณชัย รังสิโย และ ศักรินทร์ จันทร์โยธา ในปี พ.ศ. 2548 ซึ่งชีวิตบนแผ่นดินผู้ดี 9 เดือนเต็ม เขาและเพื่อนๆ ล้วนเจอประสบการณ์มากมาย ที่จะช่วยยกระดับพวกเขาสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพในอนาคต “การฝึกซ้อมกับเอฟเวอร์ตัน ทำให้เราได้เรียนรู้การก้าวไปเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่ดี ที่สำคัญเราได้เรียนภาษาอังกฤษไปด้วย”

“เอาจริงๆ ผมว่านักเตะไทยสู้กับนักเตะต่างชาติได้นะ ในเรื่องของเทคนิค แต่สิ่งที่คนไทยยังเป็นรองคือ ทัศนคติ คือนักเตะต่างชาติเขาเก่งจริง แต่เขายังอยากเก่งขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่มีความรู้สึกว่าตัวเองเก่งแล้วต้องพอ ต่างกับนักเตะไทยที่พอเก่งแล้วก็จะไม่เอาอะไรเลย” พอเสร็จสิ้นการเก็บวิทยายุทธ์ด้านลูกหนังทั้ง 3 คนก็คัมแบ็คกลับมาที่ประเทศไทย และ ดวง ได้เล่นให้สโมสร ราชประชา เป็นเวลาสั้นๆ ก่อน ก่อนได้รับการทาบทามจาก “โค้ชง้วน” สุรชัย จตุรภัทรพงศ์​ กุนซือสโมสร โฮม ยูไนเต็ด ที่ สิงคโปร์ ให้ไปคัดตัว

และสุดท้ายเขาก็ผ่านการคัดตัว และได้รับสัญญาถาวรค้าแข้งบนแผ่นดินลอดช่องนานถึง 2 ปีต่อมา เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ได้คว้าตัวเขาไปร่วมทีม ต่อด้วย บีอีซี เทโร ศาสน และ ราชบุรี มิตรผล เอฟซี ซึ่งเป็นสโมสรที่เขาโชว์ฟอร์มได้ดีที่สุด จนพาทีมคว้ารองแชมป์โตโยต้า ลีก คัพ ในปี 2013 เมื่อแพ้ให้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 2-1 ซึ่งหลังจบฤดูกาล “ปราสาทสายฟ้า” ตัดสินใจคว้าตัวเขามาร่วมทีมทันทีกราฟชีวิตลูกหนังของห้องเครื่องเชิงสูงรายนี้กำลังพุ่งขึ้นเรื่อยๆ แต่เหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจ เมื่อเขาได้รับบาดเจ็บหนัก เมื่อโดน ธีรชัย งามเจริญ กัปตันทีมศรีสะเกษ เอฟซี เสียบเข้าที่หัวเข่าอย่างจัง ทำให้ เอ็นไขว้หน้าขาด และหมอนรองเข่าด้านหลังฉีก จนต้องพักร่วมปี “ผมได้ลงสนามให้ เอสซีจี เมืองทองฯ เรื่อยๆ ก็โชคร้ายได้รับบาดเจ็บ พอย้ายไป เทโรฯ​ ก็เจ็บอีก กระทั่งมา บุรีรัมย์ ก็เจอเหตุการณ์นั้นแหละครับ ที่เรียกว่าเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตผมเลย”

“ตอนนั้นผมท้อจนอยากแขวนสตั๊ดเลยนะ มันทรมานมาก ยิ่งตอนกลับมาเรียกความฟิตแล้วเจ็บซ้ำอีกมันยิ่งท้อ” “แต่ก็เป็นพ่อกับแม่ที่เขาเดินทางมาจาก กาฬสินธ์ุ เพื่อมาดูแลผม มาเช็ดตัวให้ มาคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ประกอบกับตอนนั้นแฟนบอลส่งข้อความมาให้กำลังใจผมเยอะมาก ทำให้ผมสู้อีกครั้ง”“ผมคิดว่าถ้าไม่สู้มันน่าอายมาก ดูสิพ่อกับแม่ท่านมาดูแลเราขนาดนี้ เราจะถอยได้ไง สุดท้ายอาการบาดเจ็บผมก็ดีขึ้นและได้ย้ายไป ชลบุรี เอฟซี แบบยืมตัว แต่ที่นั่นผมก็ไม่ได้ลงสนาม แต่เขาดีกับผมมาก เขาคอยดูแลผม จนกระทั่งผมหมดสัญญายืมตัว กลับไป บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และเป็น นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี ที่คว้าตัวผมมาร่วมทีม”

“คนที่ดึงผมมาร่วมทีมก็เป็น มิลอส โจซิค ตอนนี้ที่เขาคุม เมืองทองฯ เขาก็เป็นคนดึงผมไปร่วมทีม ตอนที่จะย้ายมา นครราชสีมาฯ เขาก็ถามผมตลอดนะว่าหายหรือยัง ไหวไหม เมื่อรู้ว่าผมหายเจ็บและหมดสัญญากับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เลยคว้าตัวมาร่วมทีมทันที” “ต้องขอบคุณ มิลอส จริงๆ ที่ให้โอกาสและเชื่อใจผม ผมพยายามตอบแทนเขา และตอบแทนสโมสรด้วยการทำผลงานในสนามให้ดีที่สุด” แต่พอมาอยู่ในถิ่นย่าโม อาการบาดเจ็บก็คอยตามมารังควานเขาอย่างต่อเนื่อง แต่เขาเริ่มชินกับมัน และผ่านฝันร้ายมาทำผลงานได้ดีอีกครั้ง ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชโจ” ธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น“ผมว่าพี่โจ เขามีจิตวิทยาสูงมาก เขาสะกดผู้เล่นทุกคนอยู่หมัด เขาทำให้ทุกคนอยากเล่นเพื่อเขา อยากสู้” “ผมยังจำเกมที่เจอ ตราด เอฟซี และเราโดนนำอยู่ 3-0 ได้ดี พอหมดครึ่งแรก พี่โจ เขาบอกว่า เห้ย เราจะไปด้วยสภาพนี้ไม่ได้นะ แฟนบอลคงไม่ชอบแน่” “พอครึ่งหลัง เราสู้กันทุกคน จนพลิกกลับมาชนะได้ 4-3 หลังเกมนั้นทุกคนล้าหมดเลย คือเราวิ่งจนหมดพลัง แต่มันก็คุ้มมากกับชัยชนะ”

“ผมคิดว่าทุกคนต้องการเล่นเพื่อเขา เหมือนที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ คอยให้กำลังใจ และทำให้ทีมสปิริตทีมดีขึ้น จนทีมทำผลงานได้ดีแบบนี้ “ประตูที่ทำได้ในเกมล่าสุดก็ดีใจครับ ไม่คิดว่าจะยิงได้ มันช่วยทำให้ผมผ่อนคลายขึ้นมาก และเล่นได้อย่างมั่นใจ จากนั้นก็จะพยายามรักษาสภาพร่างกายให้ดี และช่วยทีมให้ได้มากที่สุด” “สัญญาผมกับสโมสรจะหมดหลังจบฤดูกาลนี้ ยังไม่คิดถึงอนาคตครับ แต่ถ้าเลือกได้คงอยากอยู่ที่นี่ต่อ เพราะผมมีความสุขกับช่วงเวลานี้มาก สุดท้ายก็อยู่ที่ผู้บริหารทีม” และนี่คือเรื่องราวของนักเตะขวัญใจแฟนบอลหลายๆ คน หากร่างกายฟิตๆ เขาคือกองกลางระดับท็อปของเมืองไทยอย่างแน่นอนแต่โชคร้ายอาการบาดเจ็บหนักหลายๆ ครั้งมันได้แช่แข็งฝีเท้าของเขาจนไม่สามารถก้าวไปติดทีมชาติไทย ชุดใหญ่ และประสบความสำเร็จมากมาย เหมือนเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง ธีรศิลป์ แดงดาสุดท้าย

“ดวง” นฤพล อารมณ์สวะ ได้ฝากข้อคิดไว้ให้เพื่อนร่วมอาชีพได้อย่างน่าสนใจทีเดียว“ผมคิดว่าชีวิตมันยากหมด ไม่ว่าจะอาชีพไหน สุดท้ายเราต้องไม่ท้อ อย่าเดินหนีมัน ถ้าอ่อนแอทุกอย่างคือจบ” “ตอนนี้วงการฟุตบอลไทยมันมีการแข่งขันสูง คนแกร่งก็ได้ไปต่อ คนกระจอกก็ต้องพ่ายแพ้ไป ผมเองพยายามสู้เพื่อยืนระยะในเส้นทางนี้ให้ได้นานที่สุด”นี่แหละความเป็น “มืออาชีพ” ที่ทำให้เขาชนะอาการบาดเจ็บหนัก และยังยืนหยัดอยู่บนเส้นทางลูกหนังไทยอยู่ในขณะนี้ได้อย่างภาคภูมิ

>>> เครดิต ภาพ / ข่าว : สวาทแคท นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี / บอลไทย

>>> สนใจเข้ากลุ่ม  รับตัว VIP แม่นมาก >>>   bit.ly/2A3MpmW

 
NFC FAMILY
กลุ่มปิด · สมาชิก 29,346 คน
เข้าร่วมกลุ่ม
กลุ่มนี้ NFC FAMILY 100% การันตีไม่มีโพสต์ 18+ >> https://www.facebook.com/groups/788232091233973/ มีเพื่อนบอกแนะนำเพื่อน มีแฟนแนะนำแฟนให้มากลุ่มนี้...
 

Tags: